เราอาจไม่เข้าใจว่าความเหนื่อยมันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ทางการแพทย์แล้ว ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ แม้ไม่ได้ลุกออกไปเดินไปวิ่งที่ไหน ก็ส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ไม่แพ้วิ่งมาราธอนเลย

เพราะร่างกายของเรานั้นตอบสนองต่อความตึงเครียดทั้งทางจิตใจและร่างกาย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนจึงบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เราวิ่งหรือตอนที่รู้สึกไม่พอใจอะไรบางอย่าง หัวใจก็จะเต้นแรง ในขณะที่ร่างกายก็จะหลั่งอะดรีนาลีนเหมือนกันทั้งสองสถานการณ์

นอกจากนี้ สมองของเรายังต้องการพลังงานจากร่างกายเยอะมาก อย่างเวลาปกติ กล้ามเนื้อจะไม่ได้ต้องการออกซิเจนมาก (ยกเว้นแต่ตอนออกกำลัง) แต่สมองกลับต้องการออกซิเจนถึง 20% ของปริมาณออกซิเจนทั้งหมดร่างกายต้องการ การที่สมองต้องการพลังงานมากขนาดนี้ เวลาใช้สมองคิดที เราเลยรู้สึกเหนื่อยเท่ากับการออกกำลังทางร่างกาย แม้จะดูเหมือนไม่ได้ขยับไปไหนเลยก็ตาม

แค่นั้นยังไม่พอ นักจิตวิทยาคลินิกยังบอกอีกว่า เรายังสามารถซึมซับความเหน็ดเหนื่อยจากคนรอบข้างได้ด้วย เพราะอารมณ์เป็นสิ่งที่ติดต่อกันง่าย ถ้าเราอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีแต่คนบ่นว่าเหนื่อย เครียด นอนไม่หลับหรืออยากกลับบ้าน ไม่อยากทำงานแล้ว (โว้ย) สุดท้ายเราก็อาจจะรับเอาความรู้สึกเหนื่อยแบบนั้นมาโดยไม่รู้ตัว

ถ้างานของเราทำให้เราต้องนั่งอยู่กับที่นานๆ ก็อย่าลืมลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง ตามหลักก็ทุกครึ่งชั่วโมงกำลังดี ที่สำคัญอย่าลืมดื่มน้ำ เพราะการนั่งทำงานนานๆ ก็อาจทำให้เราเกิดภาวะขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว จริงๆ แล้ววิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือดื่มน้ำเยอะๆ หนึ่งคือร่างกายจะไม่ขาดน้ำ และสองคือทำให้เราต้องลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำทุกชั่วโมง เอาน่า ขยับแข้งขยับขาบ้าง งานมันไม่หนีไปไหนหรอก